OITA
  • TOKYO
  • OITA

EXPERIENCE THE QUINTESSENTIAL

หลังจากแวะชมย่านเครื่องมือที่คัปปะบาชิ และสัมผัสเสน่ห์ของอาหารญี่ปุ่นแบบทำมือผ่านการทดลองทำซูชิแล้ว จากนั้นก็เข้าสู่จังหวัดโออิตะที่ประเพณีดั้งเดิมยังหายใจอย
ตั้งแต่เมืองแห่งอนเซนจนถึงศาลเจ้าอุสะที่เงียบงัน และเวลาสงบนิ่งไหลเวียนอยู่ เป็นการท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสแก่นแท้ของความเป็นญี่ปุ่น

Official Tokyo Travel Guide
https://www.gotokyo.org/th/

Local government official website
http://th.visit-oita.jp/

นักท่องเที่ยว

  • Traveled : January 2017 Elle Croft
    บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวThe Travel Hack
    ที่อยู่อาศัย:ประเทศอังกฤษ
  • Traveled : January 2017 Rob Gilhooly
    นักเขียนอิสระ นักถ่ายภาพ
    ที่อยู่อาศัย:โตเกียว
    สถานที่เกิด:ประเทศอังกฤษ

ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์

JAL044 ตรวจสอบวิธีการเดินทางจากประเทศของตนเอ

  • Elle Croft

    <เที่ยวบิน>
    สายการบินเจแปนแอร์ไลน์เป็นสายการบินที่สะดวกสบายมาก ที่นั่งชั้นประหยัดมีพื้นที่วางขากว้างขวาง และดีตรงที่มีที่ชาร์จ USB และจอสำหรับความบันเทิงขนาดใหญ่ อาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องก็อร่อยและมีให้เลือกมากมาย ส่วนพนักงานต้อนรับบนเครื่องก็ให้ความช่วยเหลือดีมาก บริการด้วยรอยยิ้มแจ่มใสตลอดทั้งเที่ยวบิน

ท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว

ภายในกรุงโตเกียว

วันแรก

TOKYO

ย่านเครื่องมือคัปปะบะชิmore

ย่านเครื่องมือคัปปะบะชิ

คัปปะบะชิ โดงุไกเป็นถนนสำหรับช็อปปิ้งซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานกว่า 100 ปี ตั้งอยู่ระหว่างอะซะคุสะและอุเอะโนะในย่านชิตะมาจิหรือย่านใจกลางเมืองเก่าของโตเกียว บนถนนที่มีความยาว 800 เมตรตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้ สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้าเฉพาะอย่าง 170 ร้านไม่ว่าจะเป็นเครื่องเคลือบและเครื่องถ้วยชามของญี่ปุ่น จีน และตะวันตก อุปกรณ์ทำทั้งขนมญี่ปุ่นขนมตะวันตกและทำขนมปัง อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว ส่วนผสมสำหรับทำอาหาร บรรจุภัณฑ์ต่างๆ และอื่นๆ เป็นสถานที่ที่คนทั่วไปก็สามารถหาซื้ออุปกรณ์ทำอาหารแบบที่มืออาชีพใช้กัน สำหรับชาวต่างชาติสินค้ายอดนิยมคือมีดอีโต้แบบญี่ปุ่นและบรรดาอาหารตัวอย่าง

  • Elle Croft

    <ย่านเครื่องมือคัปปะบะชิ>
    ย่านเครื่องมือคัปปะบะชิ ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการทำเครื่องครัว เป็นแหล่งรวมความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีในด้านอาหารของญี่ปุ่น ครั้งหนึ่งร้านค้าที่เรียงรายอยู่บนถนนเส้นนี้ซึ่งมีตัวกัปปะ (ปิศาจพรายน้ำ) เป็นสัญลักษณ์ เคยจำหน่ายสินค้าส่งให้แก่ลูกค้าที่เป็นบรรดาเจ้าของร้านอาหารและเชฟผู้เดินทางมาที่ย่านแห่งนี้เพื่อซื้อมีด อุปกรณ์ทำครัว และอุปกรณ์ตกแต่งโต๊ะอาหารคุณภาพสูง ปัจจุบันย่านนี้ก็ยังคงเป็นแหล่งช็อปปิ้งสำหรับบรรดามืออาชีพอยู่ แต่ในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นก็สามารถมาเยือนสถานที่แห่งนี้เพื่อจับจ่ายใช้สอยสินค้าเครื่องครัวที่มีคุณภาพในราคาย่อมเยาได้เช่นกัน ฉันตื่นตาตื่นใจไปกับบรรดาโมเดลอาหารที่ปั้นขึ้นจากเรซินและได้เรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะและวัตถุประสงค์ของอุปกรณ์และจานชามลักษณะต่างๆ จากที่นี่ นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหามีดและเครื่องครัวราคาย่อมเยาและคุณภาพดีอีกด้วย

  • Rob Gilhooly

    <ย่านเครื่องมือคัปปะบะชิ>
    ย่านเครื่องมือคัปปะบะชิที่มีระยะทางยาวกว่า 800 เมตรแห่งนี้เป็นที่ตั้งของร้านค้าต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องเครื่องครัวนานาชนิด นับตั้งแต่มีดทำมือและกาน้ำชาเหล็กหล่อไปจนถึงเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เครื่องปั้นดินเผาและหม้อหุงข้าวขนาดยักษ์ รวมไปถึงร้านค้าที่มีความชำนาญด้านการประดิษฐ์โมเดลอาหารจากเรซินที่ใช้แสดงอยู่ตามหน้าร้านอาหารต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น แม้ว่าเดิมทีถนนเส้นนี้จะเป็นแหล่งของบรรดามืออาชีพในอุตสาหกรรมอาหาร แต่ในช่วงปีหลังๆ มานี้ก็สามารถดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้มากขึ้นเช่นกัน

รถไฟใต้ดินโตเกียวเมโทร สายกินซ่า
สถานีทาวาระมาจิ → สถานีกินซ่า
รถไฟใต้ดินโตเกียวเมโทร สายฮิบิยะ
สถานีกินซ่า → สถานีรปปงงิ
24 นาที

สัมผัสประสบการณ์การทำซูชิ(ฮัสซัน)more

แหล่งท่องเที่ยวแนะนำ

สัมผัสประสบการณ์การทำซูชิ(ฮัสซัน)

เรียนรู้เรื่องซูชิ! ทำซูชิ! มาสนุกกันเถอะ!
①ได้ใส่เสื้อฮัปปิ
②ได้เรียนรู้ประวัติของซูชิจากละครกระดาษ
③ได้ดูการสาธิตแล่ปลาจากเชฟ
④ได้ลองทำมากิซูชิ (ซูชิม้วน) และ นิกิริซูชิ (ซูชิปั้น)
⑤ได้รับประทานอาหารกลางวันพร้อมด้วยหม้อสุกี้เนื้อวัว
⑥ได้รับประกาศณียบัตรจบการศึกษา

“ฮัสซัง” เป็นร้านซูชิ
ชาบูชาบูสไตล์ใหม่ที่มีให้เลือกแบบทั้งบุฟเฟต์หรือเลือกสั่งเป็นคอร์สได้แล้วแต่ลูกค้าเลือกตามอารมณ์และวัตถุดิบในวันนั้น มีหลากหลายสิ่งให้ลูกค้าเลือก เป็นร้านสไตล์ญี่ปุ่นแบบจัดเต็มที่ดูหรูหราแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

  • Elle Croft

    <เรียนปั้นซูชิ>
    อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจจากประสบการณ์ท่องเที่ยวในโตเกียวของฉัน ร้านอาหารแห่งนี้ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามตามแบบฉบับญี่ปุ่นดั้งเดิมแท้ๆ ฉันสนุกไปกับการปั้นซูชิด้วยตัวเองมาก (ถึงแม้ว่าจะยากกว่าที่เห็นเชฟทำก็ตาม) ปลาที่นี่สดและรสชาติอร่อย ฉันยังได้เพลิดเพลินไปกับการลิ้มลองอาหารญี่ปุ่นเมนูอื่นๆ อย่างสุกี้ยากี้อีกด้วย และได้รับใบรับรองจากเชฟเป็นหลักฐานว่าฉันสามารถทำซูชิได้เหมือนมืออาชีพอีกด้วย!

  • Rob Gilhooly

    <เรียนปั้นซูชิ>
    เขตรปปงหงิของโตเกียวเป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการท่องราตรีที่มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยร้านอาหารรสเลิศ นอกจากนี้บริเวณนี้ยังโด่งดังในเรื่องของซูชิที่สดใหม่และร้านซูชิที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลองสวมชุดคลุมฮัปปิของญี่ปุ่นและลงมือทำซูชิด้วยตัวเอง โดยมีอิตามาเอะหรือเชฟซูชิของร้านเป็นผู้คอยให้คำแนะนำ เป็นประสบการณ์ที่สนุกมากแถมยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดของญี่ปุ่นชนิดนี้อีกด้วย โดยหนึ่งในเชฟของร้านอย่างฮิโรยูกิ โอกิโนะได้กล่าวไว้ว่าซูชิเป็นอาหารแบบจานด่วนที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ หรือกรุงโตเกียวในอดีต ในทศวรรษที่ 1820

รถไฟใต้ดินโตเกียวเมโทร สายฮิบิยะ
สถานีรปปงงิ → สถานีอุเอโนะ
25 นาที

อุเอะโนะ อะเมะโยะโกะ โชเต็งไกmore

อุเอะโนะ อะเมะโยะโกะ โชเต็งไก

เป็นถนนช้อปปิ้งที่มีชีวิตชีวามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีสินค้าทุกอย่างครบครันตั้งแต่อาหารสดและขนมที่เดิมมีอยู่แล้ว ไปจนถึงเสื้อผ้า , รองเท้า , กระเป๋า , เครื่องสำอาง เป็นต้น แต่ละร้านเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากจิตใจของความเป็นมนุษย์ มีการสนับสนุนให้มีการขายของโดยการพูดคุยแนะนำสินค้าแก่ลูกค้าอย่างเหนียวแน่น มักคึกคักไปด้วยผู้ขายที่ออกมาเรียกลูกค้าที่สนใจ มีชื่อเสียงด้านปลาและปู นอกจากร้านขายของชำแล้ว ก็ยังมีร้านค้ามากมายนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นร้านขายรองเท้า เสื้อผ้า หรือแม้แต่ของกระจุกกระจิกจากต่างประเทศ

  • Elle Croft

    <อะเมะโยะโกะ>
    อะเมะโยะโกะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่จะทำให้คุณได้เห็นเสี้ยวหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่นในโตเกียว
    อะเมะยะ โยะโกะโช เป็นถนนช็อปปิ้งเก่าแก่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยขึ้นชื่อในเรื่องของลูกกวาด (ชื่ออะเมะยะ โยะโกะโช แปลว่า ตรอกร้านลูกกวาด) ปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวสามารถมาเลือกซื้อและต่อราคาสินค้าที่ผลิตสดใหม่ เสื้อผ้า และเครื่องประดับต่างๆ ได้ที่นี่
    สินค้าที่ฉันจำได้หลักๆ คือ ปลาและปูตัวเล็กตากแห้งบรรจุใส่ถุงที่สามารถนำมารับประทานเป็นขนมขบเคี้ยวได้ และผลไม้ต่างๆ หลากสีสัน ฉันเพลิดเพลินไปกับการเลือกชมบรรดาวัตถุดิบปรุงอาหารแปลกๆ ที่ลดราคา อีกทั้งยังได้ลิ้มลองมันจู ซึ่งเป็นเค้กสปอนจ์ที่สอดไส้ถั่วแดงหวานๆ ตรงกลาง (อร่อยมาก)

  • Rob Gilhooly

    <อะเมะโยะโกะ>
    อะเมะโยะโกะเป็นตลาดที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีอุเอะโนะ โดยตลาดแห่งนี้มีการจำหน่ายสินค้าต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ปลาหมึกยักษ์ดอง คิทแคทรสชาเขียว ไปจนถึงร่มกันแดดและรองเท้าผ้าใบราคาถูก นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งของบรรดาแผงขายอาหารนานาชนิดและงานประมูลเฉพาะกิจอีกด้วย

รถไฟใต้ดินโทะเอ สายโอเอโดะ
สถานีอุเอโนะโอคาจิมาจิ → สถานีชินโอคาจิมาจิ
1 นาที

สึคุบะเอ็กซ์เพลส
สถานีชินโอคาจิมาจิ → สถานีอาซาคุสะ
2 นาที

  • Elle Croft

    <อาซาคุสะ>
    อาซาคุสะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครก็ตามที่มาเยือนโตเกียวไม่ควรพลาด! พื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ถึงแม้คุณจะมีภาพจินตนาการของโตเกียวว่าเป็นเมืองแห่งแสงสี ตึกระฟ้าที่ทันสมัย และแฟชันใหม่ๆ สุดชิค แต่มุมนี้ของโตเกียวนั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง จุดเด่นของอาซาคุสะคือวัดเซ็นโซจิซึ่งเป็นวัดพุทธโบราณ คุณต้องเดินผ่านประตูคามินะริมอน (สายฟ้า) ที่มีขนาดใหญ่สะดุดตา รวมถึงโคมไฟกระดาษสีแดงขนาดยักษ์ก่อนที่จะเข้าไปถึงตัววัดเซ็นโซจิอันสวยงามน่าทึ่งแห่งนี้ นอกจากนี้ คุณยังจะสนุกไปกับการเดินชมบรรดาร้านค้าและร้านของฝากที่เรียงรายอยู่บริเวณทางเข้าอีกด้วย

    <อาหารเย็น: คามิยะบาร์>
    เรารับประทานอาหารอาหารเย็นกันที่คามิยะบาร์ ซึ่งเป็นร้านในตำนานอันเลื่องชื่อที่เปิดให้บริการตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ที่นี่เป็นร้านอาหารที่มีบรรยากาศสนุกและเป็นกันเอง เหมาะสำหรับการแวะรับประทานอาหารหลังจากเดินชมเมืองโตเกียวมาทั้งวัน อาหารที่นี่รสชาติอร่อย และฉันยังได้ลอง เด็นกิ-แบรน (ค็อกเทลชื่อดังซึ่งมีบรั่นดีเป็นส่วนผสมหลักของญี่ปุ่นและมีต้นกำเนิดมานานกว่า 100 ปี) อีกด้วย

  • Rob Gilhooly

    <อาซาคุสะ>
    เมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนหน้านี้ อาซาคุสะเป็นเพียงแค่หมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนปากอ่าวโตเกียว จนกระทั่งชาวประมงที่ชื่อฮามานาริและทาเคนาริ ฮิโนคุมะได้ตกเทวรูปคันนอน ซึ่งเป็นเทพีแห่งความเมตตาตามความเชื่อของชาวพุทธขึ้นมาจากแม่น้ำสุมิดะ วัดเซ็นโซจิจึงได้ถือกำเนิดขึ้น โดยปัจจุบันวัดแห่งนี้ได้กลายเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงโตเกียว อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปที่โด่งดังที่สุดที่บรรดานักท่องเที่ยวจะมารวมตัวกันเพื่อถ่ายรูปกันใต้โคมไฟสีแดงขนาดยักษ์ที่แขวนประดับอยู่หน้าประตูคามินาริมอนและโฮโจมอน พร้อมกับการเดินชมบรรดาร้านค้าที่เรียงรายอยู่บนถนนทางเข้าวัดที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาแห่งนี้

    <อาหารเย็น: คามิยะบาร์>
    เดินจากประตูคามินาริมอนไปไม่ไกล (ประตูสายฟ้า) ก็จะพบกับอีกหนึ่งสถานที่ในย่านอาซาคุสะที่มีความเก่าแก่และน่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน คามิยะบาร์มีบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังเสิร์ฟอาหารอร่อยๆ ที่ดีต่อสุขภาพและค็อกเทลโฮมเมดที่มีบรั่นดีเป็นส่วนผสมหลักอย่าง เดนกิแบรน ซึ่งรับประกันได้เลยว่าผู้ดื่มจะรู้สึกฟินกับเครื่องดื่มนี้อย่างแน่นอน ร้านอาหารมีทั้งชั้นบนที่เป็นที่นั่งและชั้นล่างที่เป็นบาร์ ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1880 และมีการตกแต่งอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเอง

Asakusa View Hotel

  • Elle Croft

    <ที่พัก: โรงแรมอาซากุสะวิวโฮเทล(เมโทรโพลิสโตเกียว)>
    โรงแรมอาซากุสะวิวโฮเทลเหมาะแก่พักผ่อนสำหรับนักท่องเที่ยวในโตเกียวเป็นอย่างยิ่ง โดยโรงแรมตั้งอยู่ใจกลางเมืองและสามารถเดินทางจากสนามบินไปได้อย่างง่าย ห้องพักของฉันสะดวกสบายมาก และวิวของเมืองที่เห็นจากภายในห้องนั้นก็สวยมากด้วย มื้อเช้าของโรงแรมก็มีให้เลือกมากมาย แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการได้ชมวิวจากชั้น 26 ของโรงแรมในขณะที่จิบกาแฟไปด้วย

  • Rob Gilhooly

    <ที่พัก: โรงแรมอาซาคุสะวิวโฮเทล>
    โรงแรมอาซาคุสะวิวโฮเทลเป็นโรงแรมสำหรับการพักผ่อนที่สะดวกสบาย ตั้งอยู่ไม่ไกลจากย่านเครื่องครัว ถึงแม้โรงแรมจะมีลักษณะเป็นแบบตะวันตก แต่ก็ยังมีอ่างอาบน้ำรวมฮิโนกิ (เจแปนนีสไซปรัส) ให้ใช้บริการอยู่เช่นกัน อีกทั้งห้องสูทบนชั้น 25 ก็ยังสามารถมองไปเห็นวิวของเจดีย์วัดเซ็นโซจิ โตเกียวสกายทรีที่มีความสูง 634 เมตร แขกผู้เขาพักอาจมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสอีกด้วย

วันที่สอง

KYUSHU(OITA)

8:00 ท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว

JAL661 ดูรายละเอียด

  • Elle Croft

    <สนามบินฮาเนดะ>
    ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยได้ยินชื่อของสนามบินฮาเนดะมาก่อน แต่สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว เที่ยวบินของสายการบิน JAL นั้นราบรื่นและสะดวกสบายมาก

  • Rob Gilhooly

    <สนามบินฮาเนดะ>
    สนามบินนานาชาติฮาเนดะของโตเกียวนั้นมีเที่ยวบินภายในประเทศให้บริการและเป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี สนามบินแห่งนี้ไม่ต้องรอคิวนาน ผู้โดยสารสามารถผ่านด่านตรวจความปลอดภัยภายใน 15 นาทีก่อนขึ้นเครื่อง และเที่ยวบินภายในประเทศของสายการบิน JAL ก็ตรงต่อเวลาเช่นเดียวกับการขนส่งสาธารณะอื่นๆ ของญี่ปุ่น

9:45 สนามบินโออิตะmore

9:45 สนามบินโออิตะ

ประชาสัมพันธ์ที่อยู่บริเวณชั้น1ของโถงผู้โดยสารขาเข้า นอกจากจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ภายในสนามบินแล้ว ยังคอยให้ความช่วยเหลือและให้ข้อมูลเพื่อการท่องเที่ยวและการเดินทางเพื่อธุรกิจ ในเรื่องของรายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม และการเดินทาง อีกทั้งบริการจัดหารถเช่าอีกด้วย
ส่วนโถงของผู้โดยสารขาออก ด้านข้างมีร้านขายของที่ชื่อว่า ทาบิบิโตะ มีขายของฝากของที่ระลึกประจำจังหวัดและของที่ทำในเกาะคิวชูโดยเฉพาะ มีของฝากจำพวกเป็นของดั้งเดิมหาที่อื่นไม่ได้นอกจากสนามบินโดยมีให้เลือกหลากหลายนานาชนิด สามารถเลือกซื้อหาของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดโออิตะคือพวกของสดจากทะเล ขนมที่มีชื่อเสียง และงานฝีมือต่างๆ
ร้านอาหารจุดชมวิวของสนามบิน สามารถมองออกไปเห็นเครื่องบินที่สวนกัน ทะเลที่แผ่กว้างออกไปเบื้องหน้า วิวของท้องฟ้าเช่นนี้ที่สามารถมองเห็นได้ที่สนามบินเท่านั้น เค้าน์เตอร์ของจุดชมวิวเป็นที่นิยมของคู่รักเนื่องจากวิวที่อยู่ตรงหน้าสามารถมองเห็นเครื่องบินลำใหญ่ได้อย่างสบาย จุดเด่นของร้านอาหารคือเมนูที่ใช้วัตถุดิบคัดสรรมาจากจังหวัดโออิตะทั้งหมด มีทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่ง ซูชิ ราเมง นอกจากนี้ยังมีของหวานและเครื่องดื่มแอลกอฮอลไว้ให้เลือกสรรด้วย

รถบัสลิมูซีนด่วนโออิตะโคซือ
สนามบินโออิตะ→คิทสึกิ
ประมาณ 30นาที

เมืองรอบปราสาทคิทสึคิmore

เมืองรอบปราสาทคิทสึคิ

เมืองนี้ถูกเรียกว่า เมืองรูปแซนวิช" ซึ่งมีที่เดียวในญี่ปุ่น มีกลิ่นอายของยุคเอะโดะซึ่งยังคงอยู่ให้เห็นในปัจจุบัน เป็นเมืองแรกในประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการยืนยันว่า "มีภูมิทัศน์เชิงประวัติศาสตร์ที่เหมาะอย่างยิ่งแก่การใส่คิโมโนะ
รอบๆ ปราสาทคิทสึคิ ทางทิศเหนือและทิศใต้เป็นที่ดอนซึ่งเป็นที่ปลูกบ้านของเหล่าซามูไรและขุนนาง ส่วนตรงกลางระหว่างขอบทั้งสองก็เป็นบ้านของชนชั้นพ่อค้า ในปัจจุบันยังสามารถเห็นรูปแบบสภาพของเมืองดั้งเดิมที่มีคฤหาสน์ของเหล่าขุนนางและซามูไร เราสามารถที่จะเรียนรู้สภาพความเป็นอยู่ของชาวเมืองและขุนนางในสมัยเอโดะได้จากเมืองนี้ จากเนินเมื่อมองลงมาจะเห็นวิวที่มีพลัง ทั้งคฤหาสน์ของขุนนางและหลังคามุงหญ้า (คายะบุกิ) และบ้านของชาวเมืองที่เรียงราย ทั้งกำแพงขาว รั้วหิน ป่าไผ่ เหล่านี้ล้วนเป็นทัศนียภาพที่ทรงคุณค่าซึ่งมักจะใช้ถ่ายทำละครหรือภาพยนตร์อยู่บ่อยครั้ง

  • Elle Croft

    <คิทสึคิ>
    เมืองแห่งนี้เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านซามูไรเก่าแก่และปราสาทที่มีขนาดเล็กที่สุดในญี่ปุ่น เป็นแหล่งที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาเดินเล่นชมเมืองพร้อมกับแต่งตัวด้วยชุดแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่นี่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมมากมายให้ได้ศึกษา โดยส่วนหนึ่งคือการศึกษาวิธีการสวมใส่ชุดกิโมโนตามแบบฉบับคนญี่ปุ่น การสวมใส่กิโมโนเป็นประสบการณ์ที่ฉันจะจำไม่มีวันลืมเลยล่ะ ฉันตื่นตาตื่นใจไปกับเสื้อผ้าที่ต้องใส่ทับกันเป็นชั้นๆ รวมถึงบรรดาสายรัด และรายละเอียดต่างๆ ที่อยู่ในกิโมโน ฉันรู้สึกประทับใจในบรรดาสาวๆ ที่สามารถสวมใส่กิโมโนได้เองโดยไม่ต้องมีใครคอยช่วย คิทสึคิคือสถานที่ที่เหมาะที่สุดที่จะมาลองสัมผัสประสบการณ์นี้ เนื่องจากมีการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ไว้มากมาย ฉันรู้สึกราวกับว่าได้ย้อนเวลากลับไปสู่อดีตเลยล่ะ

    <อาหารกลางวัน: อาหารที่วากาเอยะ อุเรชิโนะ>
    อาหารของที่นี่เป็นหนึ่งในมื้อที่อร่อยที่สุดในญี่ปุ่นที่ฉันเคยทานมาเลยล่ะ ไท ชาจุเกะ อุเรชิโนะ (ปลาซีบรีมแล่บางๆ เสิร์ฟพร้อมกับโชยุและราดด้วยชาเขียวร้อน) รสชาติดีมาก และยิ่งเพิ่มความอร่อยขึ้นไปอีกเมื่อฉันได้ฟังประวัติความเป็นมาของอาหารจานนี้และเรื่องราวที่บ้านเกิดของเจ้าของร้านอาหารไปด้วย บรรยากาศของร้านนั้นเงียบสงบ และตกแต่งอย่างสวยงาม

  • Rob Gilhooly

    <คิทสึคิ>
    แม้คิทสึคิจะตั้งอยู่ห่างจากโตเกียวโดยการนั่งเครื่องบินเป็นเวลา 90 นาทีแล้วต่อรถอีก 20 นาที แต่ก็ให้บรรยากาศที่แตกต่างจากความทันสมัยในเมืองออกไปราวกับอยู่ในยุคสมัยที่ห่างกันหลายร้อยปี เมืองเก่าแก่แห่งนี้มักเป็นที่รู้จักกันในนามของ เกียวโตฉบับย่อ จะนำพาคุณไปพบกับประเทศญี่ปุ่นในแบบย้อนยุค สมัยที่มีไดเมียว (ขุนนางสมัยศักดินา) และซามูไรผู้เป็นบริวารปกครองพื้นที่ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถเที่ยวชมเมืองพร้อมกับสวมชุดแบบพื้นเมืองดั้งเดิมไปด้วย ที่วาระคุอันจะมีกิโมโนให้เช่าทั้งสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย โดยมีให้เลือกกว่า 150 แบบ และมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้การช่วยเหลือในการสวมใส่ชุดที่สวยสง่านี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่สนุกไปด้วยภายในตัว

    <อาหารกลางวัน: วากะเอยะ อุเรชิโนะ>
    อาหารขึ้นชื่อของวากะเอยะคือ "ไท ชาจุเกะ อุเรชิโนะ" ซึ่งเป็นปลาซีบรีมแล่บางๆ หมักกับซอสงา โปะบนข้าวที่ปรุงสุกด้วยชาเขียวเป็นเวลาสามวินาที โดยเมนูนี้ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกเมื่อกว่าสามศตวรรษที่ผ่านมา โดยเดิมทีนั้นถือเป็นอาหารสำหรับขุนนางที่พำนักอยู่ในปราสาทคิทสึคิที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ เก็นทาโร่ โกโตะ เจ้าของร้านวากะเอยะรุ่นที่ 16 กล่าวว่าชื่อของเมนูนี้มาจากขุนนางคนหนึ่ง ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยรู้สึกไม่สบาย และได้รับประทานได ชาจุเกะ จนอุทานขึ้นว่า "อุเรชิอิ โนะ" ซึ่งแปล ว่า "มันทำให้ผมมีความสุขมาก" เมนูนี้จัดว่าเป็นเมนูชั้นเยี่ยม เสมือนริซ็อตโตของเอเชีย ชาเขียวที่ใช้นั้นจะช่วยเน้นรสชาติของซอสงาซึ่งปรุงขึ้นตามสูตรลับดั้งเดิมให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

JRสายนิปโปฮอนเซน Limited Express Sonic
สถานีอุสึกิ→สถานีอุสะ
ประมาณ 14นาที

แท็กซี่
หน้าสถานีอุสะ→ศาลเจ้าอุสะจิงกู
ประมาณ 10นาที

ศาลเจ้าอุสะจิงกูmore

แหล่งท่องเที่ยวแนะนำ

ศาลเจ้าอุสะจิงกู

ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของเทพฮาจิมังซึ่งแตกศาลเจ้าออกไปกว่า4หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งศาลเจ้าอุสะจิงกูแห่งนี้ถือว่าเป็นมรดกของชาติ มีความเชื่อว่าพระโพธิสัตว์นิมมงคือปางหนึ่งของเทพฮาจิมัง ศาลเจ้าแห่งนี้จึงถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดความเชื่อเชิงผสมผสานระหว่างชินโตและพุทธศาสนาซึ่งมีประวัติศาสตร์มาเก่าแก่ยาวนาน
คาบสมุทรคุนิซากิ เมืองอุสะ แหล่งกำเนิดความเชื่อผสมผสานระหว่างชินโตและพุทธศาสนา
คาบสมุทรคุนิซากิได้หล่อเลี้ยงความเชื่อและวัฒนธรรมที่มีต้นกำเนิดจากการผสมผสานระหว่างชินโตและพุทธศาสนาซึ่งเกี่ยวข้องกันลึกซึ้ง เรียกวัฒนธรรมนี้ว่าโรคุโกมันซัง
เชื่อกันว่าโรคุโกมันซังหรือภูเขาโรคุโกมังถูกเปิดขึ้นเมือปีโยโรที่2 (ปีค.ศ.718) โดยพระโพธิสัตว์นิมมงแห่งศาลเจ้าอุสะจิงกูซึ่งเชื่อว่าเป็นปางหนึ่งของเทพฮาจิมัง วัฒนธรรมโรคุโกมังซังจึงเริ่มเผยแผ่โดยมีศาลเจ้าเป็นศูนย์กลางแผ่ออกไปในคาบสมุทรคุนิซากิ จึงได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดความเชื่อว่าชินโตและพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกันมานาน
ในปีค.ศ.2018 นี้ถือว่าได้มีการเปิดภูเขามาแล้วครบ 1,300 ปี

  • Elle Croft

    <ศาลเจ้าอุสะจิงกู>
    ศาลเจ้าอุสะจิงกูทำให้ฉันทึ่งไปเลยล่ะ เราโชคดีที่มาที่นี่ในวันที่นักท่องเที่ยวไม่เยอะเท่าไรนัก จึงได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เงียบสงบและแสนวิเศษได้อย่างเต็มที่ ฉันชอบตรงที่ที่นี่มีเสียงบรรยายเป็นภาษาอังกฤษให้เลือกฟัง ศาลเจ้าแห่งนี้มีจุดที่น่าสนใจที่สามารถเดินชมได้ด้วยตัวเอง ซึ่งฉันสามารถแวะชมวิวได้โดยไม่จำเป็นต้องคอยเดินตามเสียงบรรยายตลอดเวลา ตัวของศาลเจ้านั้นสวยงามมาก และมีอาคารต่างๆ รายรอบ โดยอาคารทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีความหมายและการใช้งานที่แตกต่างกันไป ตั้งกระจัดกระจายอยู่รอบๆ บริเวณ สำหรับใครที่มาจากสหราชอาณาจักรเพื่อมาเที่ยวที่โออิตะ ฉันขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดศาลเจ้าอุสะจิงกูเลยล่ะ

  • Rob Gilhooly

    <ศาลเจ้าอุสะจิงกู>
    ศาลเจ้าอุสะจิงกูเป็นสถานที่ใช้สำหรับบูชาเทพเจ้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น โดยมีสถานะเป็นศาลเจ้าหลักของนิกายฮาจิมันกุชินโต ซึ่งมีศาลเจ้าที่เป็นสมาชิกอยู่ราว 40,000 แห่งทั่วญี่ปุ่น โดยศาลเจ้าแต่ละแห่งจะบูชาฮาจิมัน เทพเจ้าแห่งศาสตร์ธนูและสงคราม ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นในปีค.ศ. 725 และบูชาเทพฮาจิมัน-โอกามิ ฮิเมะ-โอกามิ และจิงงูโคโกะ ในขณะที่เทพผู้คุ้มครองเด็กๆ อย่างกันคาเกะ จิโจ และต้นการบูรขนาดใหญ่ที่รู้จักกันในนามคุสุโนะกิก็เป็นที่เลื่องลือกันว่ามีพลังวิเศษเช่นกัน นอกเหนือจากอาคารศาลเจ้าสีแดงอันโดดเด่นแล้ว พื้นที่ขนาดกว้างขวางของศาลเจ้าแห่งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเดินพักผ่อนหย่อนใจไปตามทางเดินที่ถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้ซึ่งทอดผ่านบ่อน้ำและสะพานที่สร้างขึ้นอย่างวิจิตรงดงามได้อีกด้วย โดยหนึ่งในสะพานเหล่านั้นคือสะพานคุเรฮาชิ ซึ่งจะเปิดให้เข้าชมทุกๆ 10 ปีเท่านั้น

    <เดินชมเบปปุ>
    เบปปุเป็นเมืองที่ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์แห่งโลกยุคเก่า โดยมีถนนสายแคบๆ ทอดยาวผ่านบรรดาร้านอาหารที่มีบรรยากาศสบายๆ และโรงอาบน้ำที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน เบปปุฮัตโตะนั้นเป็นทัวร์เดินชมเมืองที่จะมีไกด์ผู้เป็นอาสาสมัครในท้องถิ่นคอยนำทางและให้ความรู้ โดยสถานที่ที่จะพาไปเที่ยวชมนั้นไม่ใช่สถานที่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว แต่เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อผู้คนในท้องถิ่น หนึ่งในสถานที่นั้นได้แก่ทาเคกาวาระออนเซ็น โรงอาบน้ำสาธารณะที่ตั้งอยู่ภายในอาคารไม้ซึ่งไกด์บอกว่าคนมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นวัด

โดยรถโดยสารไดโคโฮะขุบุ
อุสะฮะจิมัง→หน้าสถานีอุสะ
7นาที

JRสายนิปโปฮอนเซน Limited Express Sonic
สถานีอุสะ→สถานีเบปปุ
27นาที

Hanabeppu

  • Elle Croft

    <อาหารเย็น: โรบะตะจิน>
    ร้านอาหารแห่งนี้ยอดเยี่ยมมาก ให้ความรู้สึกแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมแท้ๆ เนื่องจากมีการใช้โต๊ะทรงเตี้ยและมีห้องส่วนตัวให้สามารถเข้าไปนั่งรับประทานอาหารได้ ฉันได้ลิ้มลองเมนูต่างๆ รวมถึงสาเกหลายชนิดและอาหารท้องถิ่นบางเมนูด้วย โดยทุกอย่างที่ได้ลองนั้นล้วนรสชาติอร่อยไปหมด

    <ที่พัก: ฮานาเบปปุ>
    โรงแรมฮานาเบปปุสวยงามมาก ที่นี่มีความทันสมัยก็จริงแต่ก็แฝงไปด้วยรายละเอียดที่ประณีตที่ให้ความรู้สึกแบบญี่ปุ่นแท้ๆ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ของโรงแรมก็หรูหราน่าใช้ อีกทั้งยังมีออนเซ็นน่ารักๆ ให้บริการ อีกทั้งยังมีอาหารเช้าแสนอร่อย และพนักงานก็บริการดีมาก ฉันขอแนะนำให้ทุกคนที่มาเที่ยวที่เบปปุมาพักที่โรงแรมแห่งนี้ ออนเซ็นของโรงแรมเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นคุณจึงสามารถมาใช้บริการเพื่อผ่อนคลายและเพิ่มความสดชื่นได้ทั้งในเวลากลางคืนท่ามกลางแสงดาว หรือจะเป็นตอนเช้าช่วงที่พระอาทิตย์เริ่มไต่ขึ้นยอดเขายูฟุก็ได้เช่นกัน หลังจากได้ลองแช่ออนเซ็นแล้วครั้งหนึ่ง คุณจะต้องเสพติดจนอยากแช่อีกเรื่อยๆ อย่างแน่นอน ในจังหวัดโออิตะมีออนเซ็นอยู่มากมายนับไม่ถ้วนที่คุณสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ว่ากันว่าการแช่ออนเซ็นเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการเลยทีเดียว (เขาว่ากันว่าทุกครั้งที่แช่ออนเซ็นจะทำให้คุณจะมีอายุยืนขึ้นสามปี!)

  • Rob Gilhooly

    <อาหารเย็น: โรบาตะจิน>
    โรบาตะจินเป็นอิซากายะ หรือที่มักจะแปลกันโดยทั่วไปว่าเป็นผับ แต่ถึงแม้ที่นี่จะให้บรรยากาศเช่นเดียวกับผับ แต่อาหารที่ให้บริการนั้นเหนือชั้นกว่าอาหารในผับทั่วๆ ไป เมนูที่อร่อยเป็นพิเศษคือเนื้อยามากะย่างในเตาถ่าน ซาชิมิปลาหางเหลือง ซึ่งเสิร์ฟพร้อมกับผลไม้ท้องถิ่นประเภทส้มที่เรียกว่าคาโบสุ และอาหารชื่อดังของโออิตะอีกเมนูหนึ่งอย่างโทริเท็น ที่เป็นเนื้อไก่ชุบแป้งเท็มปุระทอด

    <ที่พัก: ฮานาเบปปุ>
    ฮานาเบปปุเป็นโรงแรมอันสวยงามซึ่งรวมเอาความสะดวกสบายราวกับอยู่บ้านตามแบบฉบับโรงแรมเรียวกังของญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกันกับความทันสมัยของโรงแรมหรู ลักษณะที่โดดเด่นและทันสมัยของฮานาเบปปุนั้นสามารถเห็นได้ชัดจากพื้นที่นั่งเล่นซึ่งสามารถมองออกไปเห็นวิวของสวนแบบญี่ปุ่นน่ารักๆ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ผ่านแผงกั้นที่ทำจากไม้ไผ่ เป็นงานฝีมือที่พบได้ทั่วไปในเบปปุ ไม้ไผ่คือส่วนประกอบสำคัญที่ใช้ตกแต่งห้องพักสุดหรูและอ่างน้ำพุร้อนของโรงแรม

วันที่สาม

Hanabeppu

ทัวร์บ่อนรกที่เบปปุmore

ทัวร์บ่อนรกที่เบปปุ

ทัวร์วนรอบบ่อน้ำพุร้อนทั้ง 7 ที่เรียกว่าบ่อนรกซึ่งมาจากน้ำร้อนและก๊าซจากแร่ธรรมชาติผุดขึ้นมายังผิวโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งสีสันและรูปลักษณะของบ่อน้ำพุร้อนควรค่าแก่การไปเยี่ยมชม ในส่วน บ่ออุมิจิโงคุ(บ่อทะเลเดือด) จิโนะอิเคะจิโงคุ(บ่อเลือด) ทัทสึมากิจิโงคุ(บ่อนรกพวยพุ่ง) และชิราอิเคะจิโงคุ(บ่อนรกสีขาว) ได้รับการประเมิณคุณค่าและถือว่าเป็นสมบัติทางธรรมชาติของประเทศ

  • Elle Croft

    <เบปปุ>
    เบปปุเป็นแหล่งน้ำพุร้อนขึ้นชื่อ ที่มีบ่อน้ำพุร้อนมากกว่า 2,000 แห่ง ในตอนเช้าของฤดูหนาว ไอน้ำที่พวยพุ่งขึ้นมาจากออนเซ็นจะทำให้ดูราวกับว่าทั้งเมืองกำลังลุกเป็นไฟ เราแวะที่จุดชมวิวระหว่างทางขึ้นภูเขาเพื่อชมวิวสวยๆ ของเบปปุ จากนั้นก็ได้ไปเที่ยวชมที่เดอะเฮลส์และเดอะครอคโคไดลส์ โดยออนเซ็นที่นั่นแท้จริงแล้วเป็นเพียงบ่อพุน้ำร้อนธรรมดา จระเข้จึงเป็นลูกเล่นที่นำมาเสริมเพื่อช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเท่านั้น

  • Rob Gilhooly

    <เบปปุ>
    เบปปุขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งออนเซ็น (บ่อน้ำพุร้อน) ของโลก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะในเมืองแห่งนี้มีน้ำพุร้อนมากกว่า 2,000 แห่ง โดยจำนวนผู้ใช้บริการบ่อน้ำพุร้อนในออนเซ็นของที่นี่เป็นรองเพียงแค่จากอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนเท่านั้น หากมองจากที่สูงจะสามารถมองเห็นบรรดาควันที่พวยพุ่งออกมาจากสปาน้ำพุร้อนกว่าร้อยแห่งในเมือง ให้ความรู้สึกราวกับว่าเมืองกำลังปะทุอยู่ในสงครามเลยทีเดียว นอกจากนี้เบปปุยังเป็นที่ตั้งของสถานที่ที่เรียกว่า เฮล ซึ่งเป็นชื่อของกลุ่มบ่อน้ำพุร้อนที่มีความร้อนสูง และมีแร่ธาตุที่ทำให้แต่ละบ่อมีสีสันและความหนืดแตกต่างกันไป นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมบ่อน้ำพุร้อนแต่ละแห่งดังกล่าวได้ในทัวร์ จิโกกุ-เมกุริ (บ่อนรก)

JRสายนิปโปฮอนเซน
สถานีเบปปุ→สถานีอุสึกิ
ประมาณ 1ชั่วโมง

โดยรถโดยสารคิวชิน (ไปมิเอะมาจิ)
สถานีอุสึกิ→อุสึคิเซคิบุทสึ
ประมาณ 20นาที

  • Elle Croft

    <อาหารกลางวัน: คิระคุอัน ปลาปักเป้า>
    ฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก (และก็ประหม่าหน่อยๆ) ที่ได้มีโอกาสลองรับประทานปลาปักเป้า รสชาติของมันอร่อยจริงๆ และทุกเมนูที่เราสั่งมาทานที่ร้านนี้ล้วนแล้วแต่รสชาติอร่อยไม่รู้ลืม ตัวร้านอาหารก็ตกแต่งอย่างสวยงามและให้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ที่เจ้าของอนุรักษ์ไว้ เรื่องการบริการนั้นก็ไร้ที่ติ ทั้งเป็นมิตรและให้ความช่วยเหลือดีมาก

  • Rob Gilhooly

    <อาหารกลางวัน: คิระคุอัน ปลาปักเป้า>
    อาหารท้องถิ่นที่เสิร์ฟในร้านคิระคุอันในอุสึคิคือหนึ่งในอาหารชั้นเลิศของญี่ปุ่นอย่างฟุกุ หรือซาชิมิปลาปักเป้าที่แล่บางๆ ห่อด้วยใบกุ้ยช่ายและทานกับซอสที่ทำจากโชยุและส้มคาโบสุ

    <ปั่นจักรยานชมเมือง>
    บริเวณเทระมะจิ (เมืองแห่งวัด) อันเก่าแก่ของอุสึคิเรียงรายไปด้วยบ้านไม้ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสวยงามและวัดวาอารามที่ตั้งอยู่ในทางเดินแคบๆ และมีกำแพงหินขนาดสูงใหญ่ หนึ่งในวิธีชมเมืองที่ดีที่สุดคือการปั่นจักรยาน โดยจะมีศูนย์บริการสำหรับนักท่องเที่ยวตั้งอยู่ไม่ไกลจากซากปรักหักพังของปราสาทอุสึคิ จะมีทั้งจักรยานแบบไฟฟ้าและแบบธรรมดาให้เช่า

พระพุทธรูปหินอุสึคิmore

พระพุทธรูปหินอุสึคิ

พระพุทธรูปหินอุสึคิ(พระพุทธรูปหินสลักบนหน้าผา)เป็นพระพุทธรูปตัวแทนขององค์พระไดนิชิเนียวไรซึ่งอยู่ในกลุ่มของพระพุทธรูปหินฟุรุโซโนะ คาดว่าถูกสลักขึ้นในสมัยระหว่างยุคเฮอันถึงยุคคามาคุระ
ทั้งขนาดและจำนวน อีกทั้งความประณีตในการแกะสลักถือว่าเป็นพระพุทธรูปหินสลักที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ในวันที่ 15 มิ.ย. ปีเฮเซที่7 จึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศที่ขึ้นทะเบียนพระพุทธรูปหินแกะสลัก และเป็นครั้งแรกของเกาะคิวชูในหมวดหมู่งานแกะสลักด้วย
ในจำนวนกว่า 60 รูปได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติถึง 59 รูป
โดยพระพุทธรูปหินแกะสลักนั้นถูกแบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่ และตั้งชื่อตามสถานที่ที่พบ ประกอบด้วย พระพุทธรูปโฮคิหมวดหมู่ที่ 1 (พระพุทธรูปหินโดกาซาโกะ) พระพุทธรูปโฮคิหมวดหมู่ที่ 2 พระพุทธรูปซันโนซัง และพระพุทธรูปฟุรุโซโนะ
แต่ละหมวดหมู่เป็นผลงานแกะสลักที่ยอดเยี่ยมละเอียดอ่อน แสดงถึงสีหน้าอารมณ์ของพระพุทธรูปได้ชัดเจน ทำให้ผู้มาเยี่ยมชมรู้สึกจิตใจสงบร่มเย็น

  • Elle Croft

    <พระพุทธรูปหินอุสึคิ>
    แค่ได้มาชมพระพุทธรูปหินอุสึคิที่เดียว ทริปโออิตะก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว คำว่าประทับใจคงไม่พอที่จะใช้บรรยายความน่าทึ่งของประติมากรรมแห่งนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่างานศิลปะเหล่านี้สามารถผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้เป็นเวลานานขนาดนี้ บางชิ้นยังมีสีที่ลงไว้แต่แรกอยู่เสียด้วยซ้ำ ควรที่จะมาเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่ง!

  • Rob Gilhooly

    <พระพุทธรูปหินอุสึคิ>
    เมื่อเดินทางจากกลางเมืองอุสึคิไปประมาณ 20 นาที คุณจะได้พบกับกลุ่มพระพุทธรูปที่แกะสลักบนหินภูเขาไฟซึ่งปรากฏออกมาจากผาชันที่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ โดยพระพุทธรูปแต่ละองค์จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปและถูกแกะสลักขึ้นในสมัยเฮอันและคามาคุระ ในระหว่างปีค.ศ. 794-1333 อย่างไรก็ตาม ศิลปินผู้แกะสลักและวัตถุประสงค์ของการแกะสลักนั้นยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าพระพุทธรูปเหล่านี้จะถูกแกะสลักขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ประติมากรรมนูนที่ถูกแกะสลักขึ้นอย่างงดงามตระการตาก็ยังคงปรากฏให้เห็นเด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอามิดะซันซนโจอุ (พระอมิตาภพุทธะทั้งสาม)และฟุรุจุโนะเซกิบุสึ (พระพุทธรูปหินฟุรุจุโนะ) ซึ่งมีไดนิจิเนียวไรเป็นศูนย์กลาง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดในญี่ปุ่น

โดยรถโดยสารคิวชินโค
อุสึคิเซคิบุทสึ→ฮะกุบะเค
ประมาณ5นาที

รถบัสสนามบินซะอุสึไลเนอร์
อุสึกิอินเตอร์ー→สนามบินโออิตะ
ประมาณ 1ชั่วโมง30นาที

สนามบินโออิตะ

JAL ดูรายละเอียด

ท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว

เสียงจากนักท่องเที่ยว

ฉันสนุกไปกับการท่องเที่ยวในโตเกียวและโออิตะมากและอยากแนะนำให้ใครก็ตามที่กำลังมองหาสถานที่พักร้อนที่มีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ธรรมชาติที่สวยงามและแตกต่างจากสถานที่อื่นๆ ที่เคยไปมาก่อนได้มาลองเที่ยวที่นี่

Elle Croft
บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวThe Travel Hack
ที่อยู่อาศัย:ประเทศอังกฤษ
  • จำนวนครั้งที่มาประเทศญี่ปุ่น

    ครั้งแรก

เสียงจากนักท่องเที่ยว

ทัวร์ครั้งนี้จะพาคุณไปพบกับข้อมูลและประสบการณ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอาหารของญี่ปุ่น ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่

Rob Gilhooly
นักเขียนอิสระ นักถ่ายภาพ
ที่อยู่อาศัย:โตเกียว
สถานที่เกิด:ประเทศอังกฤษ
  • ระยะเวลาที่พักอยู่ในโตเกียว

    20 ปี

เส้นทางอื่นที่แนะนำในภูมิภาคเดียวกัน

แชร์เว็บไซต์นี้ให้ทุกคนกันเถอะ

การเดินทางที่แนะนำ

เส้นทางท่องเที่ยวแนะนำและยอดนิยม

เส้นทางที่น่าสนใจอื่นๆ

Back to Top

COPYRIGHT © KYUSHU × TOKYO ALL RIGHTS RESERVED.